การนวดอโรม่า

Aroma Therapy Massage

การนวดอโรม่า

การนวดอโรม่า เป็นเทคนิคการนวดที่มีการปรับปรุงและคิดค้นขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นการผสมผสานเทคนิคการนวดระบายน้ำเหลือง เข้ากับการนวดกดจุด และนวดสวีดิชเข้าด้วยกัน ในการนวดจะใช้จังหวะเนิบ น้ำหนักเบาจนถึงปานกลาง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย โดยผสมการนวดร่วมกับการใช้น้ำมันตัวพาผสมเข้ากับน้ำมันหอมระเหยในการนวด

น้ำมันหอมระเหย

ในการนวดอโรม่าจะมีการใช้น้ำมันที่มีกลิ่นหอม โดยกลิ่นหอมเฉพาะขึ้นอยู่กับพืชที่นำมาสกัด โดยใช้นำ้มันอโรม่าเป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดเย็น จากส่วนต่างๆของพืช ได้แก่ ดอก ผล ใบ ต้น เมล็ด เป็นต้นซึ่งมี คุณประโยชน์ต่อร่างกายและมีผลต่อระบบประสาท เช่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยปรับสมดุลของ ร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย

การนวดอโรม่า

น้ำมันตัวพา

การนวดอโรม่า ใช้น้ำมันตัวพาผสมกับน้ำมันหอมระเหยในการนวด โดยน้ำมันตัวพาเป็นน้ำมันที่ใช้นวดตัว โดยน้ำมันตัวพาสกัดได้จากส่วนต่างๆ ของพืช คุณสมบัติของน้ำมันตัวพา คือไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นที่บางเบามาก ส่วนมากมีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ

การนวดอโรม่าเธอราพี

การนวดอโรม่า (AROMAtHERAPY) กับการบำบัดรักษาโรคผ่านศาสตร์ของน้ำมันหอมระเหยและการนวด เนื่องด้วย อโรมา-เธอราพี เป็นการรวมศาสตร์และศิลป์ของกลิ่นน้ำมันหอมระเหย และการนวดเข้าด้วยกัน โดยการนวดอโรม่าเธอราพี เป็นการบำบัดโรคเพื่อจุดประสงค์ให้เกิดความสมดุล ของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ 

คำว่า AROMATHERAPY (อโรมา-เธอราปี) ถูกน้ามาใช้เป็นครั้งแรกโดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อ RENE MAURICE GATTEFOSSE (เรเน มอริช กัดฟอส) เมื่อปี ค.ศ.1928

โดยอะโรมาเทอราพี (Aromatherapy) มาจากรากศัพท์ 2 คำ คือ 

1. Aroma ซึ่งหมายถึง กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย และ 

2. Therapy ซึ่งหมายถึง การบำบัด รักษา

Aromatherapy คือศาสตร์ของการใช้น้ำมันหอมระเหย หรือการใช้กลิ่นหอมในการบำบัด รักษาร่างกายโดยใช้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหย (essential oil) สกัดได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ดอกใบ ราก ผล เปลือกไม้ ยางไม้ หรือ เรซิน ฯ

น้ำมันหอมระเหย เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ

– ทางลมหายใจ
– ทางผิวหนัง
– และบริโภค กิน ดื่ม

การนวดอโรม่า (MASSAGE) เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด เพราะด้วยสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจะสามารถช่วยบำบัดโดยการซึมผ่านผิวหนังด้วยการนวด ส่วนกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้ประสาทสัมผัสรับกลิ่นปรับอารมณ์ให้ รู้สึกสบายขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดี และเลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการในการบำบัดจะทำให้การนวดมีประสิทธิภาพสูงสุด

การนวดอโรม่า

ทฤษฎีการรับกลิ่นและกลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหย

สมองส่วนนี้ จะแยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. อารมณ์ emotional Center กระบวนการตอบสนองทางอารมณ์ต่างๆ ตลอดจนการเรียนรู้และความจำ
2. การสั่งงานของสมองส่วนต่างๆ เช่น Hypothalamus และ Pituitary gland  ให้เกิดการหลั่งสารเคมีต่างๆ

กลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหย

น้ำมันหอมระเหย มีขนาดเล็กมากและอยู่ในสภาพของน้ำมันที่สามารถละลายได้สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าไปทำปฏิกิริยาโดยตรงกับสารเคมีในร่างกาย ทำให้มีผลต่ออวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้

การออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหย มี 3 ชนิด คือ
1. การออกฤทธิ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยน้ำมันหอมระเหยจะซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ไปทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนและเอนไซม์ เป็นต้น
2. การออกฤทธิ์ที่เกิดจากน้ำมันหอมระเหยไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมาทำให้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย เช่น กลิ่นแคลรีเซจ (clary sage) และกลิ่นเกรพฟรุต (grapefruit) จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่า enkephalins ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวดเป็นต้น
3. การออกฤทธิ์ทางด้านจิตใจ โดยน้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพลต่อจิตใจ คือเมื่อสูดดมกลิ่นหอมเข้าไปก็จะมีปฏิกิริยากับกลิ่น นั้น ๆ แล้วแสดงออกในรูปของอารมณ์หรือความรู้สึก ผลของกลิ่นที่มีต่อแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นอายุ เพศ บุคลิก สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวขณะดมกลิ่น

น้ำมันหอมระเหย แบ่งการระเหย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

การนวดอโรม่ากับน้ำมันหอมระเหย

กลุ่มที่ระเหยง่าย (Top Notes)
มีกลิ่นหอมแหลม ในการสูดดมจะได้รับกลิ่น Top Notes ก่อนน้ำมันชนิดอื่นๆ มีลักษณะกระตุ้นมาก ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี และเร็ว ใช้เวลาในการซึมเข้าผิวประมาณ 45 นาที โดยสามารถอยู่ในร่างกายได้นานถึง 24  ชั่วโมง โดยหลังจากนั้นจะถูกขับออกมาทางเหงื่อ ลมหายใจ และปัสสาวะ

มักให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็น ทำให้จิตใจเบิกบาน มักใช้ร้อยละ 5-20 ในตำรับของน้ำมันหอมระเหยทั้งหมด เช่น น้ำมันโหระพา เบอร์กามอต ยูคาลิปตัส เกรฟฟรุต มะนาว ตะไคร้ เปปเปอร์มินต์ โรสแมรี่ ซินนามอน ลาเวนเดอร์ ที-ทรี เป็นต้น

การนวดอโรม่ากับน้ำมันหอมระเหย

 

กลุ่มที่ระเหยได้เร็วปานกลาง (Middle Notes)
มีกลิ่นหอมนุ่มนวล ให้ความรู้สึกอบอุ่น มีผลต่อการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของร่างกาย  ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี และเร็ว ใช้เวลาในการซึมเข้าผิวประมาณ 60- 90 นาที โดยสามารถอยู่ในร่างกายได้นานถึง 24 – 48  ชั่วโมง โดยหลังจากนั้นจะถูกขับออกมาทางเหงื่อ ลมหายใจ และปัสสาวะ

มักใช้ในปริมาณสูงตั้งแต่ร้อยละ 50 – 80 ของตำรับ เช่น คาโมไมล์ เจอราเนียม โรสแมรี่ จูนิเปอร์ ลาเวนเดอร์ มะลิ สน กระดังงา ไธม์ เป็นต้น

 

กลุ่มที่ระเหยได้ช้า (Base Notes)
มีกลิ่นจะมีลักษณะหนัก ทึบ ติดทน และดูดซึมสู่ผิวหนังได้ช้า ใช้เวลาในการซึมเข้าผิวประมาณ 100  นาที โดยสามารถอยู่ในร่างกายได้นานถึง 5-7 วันโดยหลังจากนั้นจะถูกขับออกมาทางเหงื่อ ลมหายใจ และปัสสาวะ

เป็นน้ำมันที่ระงับความวุ่นวายและช่วยผ่อนคลาย ใช้ในปริมาณไม่เกินร้อยละ ๕ ของตำรับ เช่น ซีดาร์วูด มะลิ มาร์จอแรม เนโรลี ไม้จันทน์ เป็นต้น

การนวดอโรม่า และน้ำมันหอมระเหยมีผลต่อร่างกาย ดังนี้

– มีผลต่อระบบย่อยอาหาร
– มีผลต่อระบบประสาท กระตุ้นความจำ อารมณ์ ช่วยผ่อนคลายหรือกระตุ้นความรู้สึก
– มีผลต่อระบบสืบพันธ์ ฮอร์โมนเพศ รักษาสมดุลของรอบเดือน กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ
– มีผลต่อโครงสร้างร่างกาย รักษาแผล สร้างเซลล์ใหม่
– มีผลต่อการรักษาผิว ลดเลือนรอยแผลเป็นหรือใช้สมานแผลเพื่อป้องกันรอยแผลเป็น
– มีผลกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือด
– ช่วยให้ร่างกายกำจัดของเสียได้ดีขึ้น
– ช่วยเสริมภูมิต้านทานร่างกายและชะลอการเหี่ยวย่นของผิว
– มีผลต่อระบบการทำงานของน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว
– ช่วยผ่อนคลาย กระตุ้นการทำงานของ กล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยมีดังนี้

1. ควรเจือจางน้ำมันหอมระเหยด้วยน้ำมันตัวพาก่อนใช้ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง หรือทำให้ผิวไหม้ได้ และไม่ควรให้นำ้มันหอมระเหยสัมผัสบริเวณรอบดวงตาและผิว
โดยตรง
2. ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหย ควรทดสอบก่อนว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่
3. น้ำมันหอมระเหยบางชนิดเหนี่ยสามารถทำให้ ผิวหนังมีความไวต่อแสง (photosensitive) โดยเฉพาะน้ำมันตระกูล Citrus เช่น น้ำมันส้ม น้ำมันมะกรูด น้ำมันมะนาว  ดังนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงภายหลังจากการใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
4. สตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ควร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ คือน้ำมันโหระพา น้ำมันกานพลู น้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันแคลรี่เซจ (clary sage oil) น้ำมันไทม์ (thyme oil) น้ำมันวินเทอร์กรีน (wintergreen oil) น้ำมันมาร์โจแรม (marjoram oil) และเมอร์ (myrrh)
5. ผู้ที่เป็นโรคลมชัก ลมบ้หมูและผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันเซจ (sage oil)
6. ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยในขวดที่มีสีเข้ม ในที่ปลอดภัยห่างจากมือเด็ก เปลวไฟ และแสงแดด หรือ แสงไฟ
7. ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยโดยตรง นอกจากอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

เทคนิคการนวดอโรม่า

ติดตามเรา

แบ่งปันไปยังคนที่คุณรัก