การนวดไทยประยุกต์

Thai Massage Therapy

การนวดไทยประยุกต์ หรือ นวดแผนไทยเชลยศักดิ์

การนวดไทยประยุกต์ได้รับอิทธิพลการนวดมาจากอินเดีย โดยการนวดไทยเป็นการนวดให้กับตัวเองหรือนวดกันเองภายในครอบครัว ผู้นวดจะใช้อวัยวะ เช่น มือ ศอก ท่อนแขน เท้า และเข่า ในการนวด ซึ่งท่านวดมีหลากหลาย เช่น การนอนหงาย นอนตะแคง นอนคว่ำ หรือ การนั่ง โดยภายหลังได้มีการปรับท่านวดให้เหมาะกับยุคสมัย และเหมาะกับผู้เข้ารับบริการมากขึ้น

การนวดไทยประยุกต์ เป็นการนวดที่ใช้เทคนิคหลากหลาย เช่น การกด การบีบ การดึง การดัน การดัด หลังจากนวดแล้ว ผู้รับบริการนวดจะรู้สึกสบายผ่อนคลายทันที

การนวดไทยประยุกต์ แบบการนวดไทยเชลยศักดิ์ เป็นการนวดแบบทั่วไปโดยจะนวดไปตามกล้ามเนื้อและแนวเส้นเอ็นต่างๆของร่างกาย ซึ่งอาจมีวิธีการแตกต่างกันไป แต่จะเริ่มนวดตั้งแต่เท้า ขาขึ้นมาจนถึง ช่วงหลัง ไหล่ ต้นคอ แขน และศีรษะ เพื่อให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ

หลักในการให้บริการและลงน้ำหนักมือในการนวดไทยประยุกต์

1. การแต่งรถมือ หมายถึง การลงน้ำหนัก แต่ละรอบ และจังหวะของการลงน้ำหนัก การลงน้ำหนักนิ้วที่มือกด มี 3 ระดับคือ

  • น้ำหนักเบา ประมาณร้อยละ 50 ของน้ำหนักที่สามารถลงได้สูงสุด
  • น้ำหนักปานกลาง ประมาณร้อยละ 70 ของน้ำหนักที่ลงได้สูงสุด
  • น้ำหนักมาก ประมาณร้อยละ 90 ของน้ำหนักที่สามารถลงได้

2. การลงจังหวะนิ้วมือในการนวดจังหวะในการลงน้ำหนักแต่ละครั้งมี 3 จังหวะ

  • หน่วง ลงน้ำหนักเบา เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรู้ตัว ไม่เกร็งต้านแรงกด
  • เน้น ลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น บนตำแหน่งที่ต้องการกด
  • นิ่ง ลงน้ำหนักมาก และกดนิ่งไว้ พร้อมกับกำหนดลมหายใจสั้นยาวตามต้องการ

การลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นทีละน้อย จะทำให้กล้ามเนื้อสามารถปรับตัวรับน้ำหนักได้ จึงไม่เจ็บหรือเกร็งเวลาถูกนวด การลงน้ำหนักมากตั้งแต่เริ่มกด ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งต้านทานแรงกดทันที และอาจทำให้ตำแหน่งที่กดคลาดเคลื่อน ผู้ถูกนวดจะเจ็บมากหรือระบมได้ เพราะฉะนั้นควรมีการลงน้ำหนักหน่วงก่อนแล้วตามด้วยเน้น แล้วตามด้วยนิ่ง จะทำให้ผู้ถูกนวดรู้สึกสบายและทำให้การนวดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การนวดไทยประยุกต์

รูปแบบ วิธีการนวดพื้นฐานแบบการนวดไทยประยุกต์

วิธีการนวดพื้นฐานแบบการนวดไทยประยุกต์มีลักษณะของการนวดดังนี้

  1. การกด มักใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือดบริเวณนั้น เมื่อลดแรงกดลง เลือดจะพุ่งมาเลี้ยงบริเวณนั้นได้มากขึ้นทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำหน้าที่ได้ดี ขึ้นซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้รวดเร็วขึ้น
  2. การคลึง ใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วมือ หรือสันมือ ออกแรงกดให้ลึกถึงแนวกล้ามเนื้อ แล้วเคลื่อนไปมาหรือครึ่งเป็นลักษณะวงกลม
  3. การบีบ จับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือแล้วออกแรงบีบที่กล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมาที่กล้ามเนื้อ ช่วยให้หายจากอาการเมื่อยล้า การบีบยังช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
  4. การดึง เพื่อยืดเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือพังผืดของข้อต่อที่หดสั้นให้ยืดออกให้คลายตัวให้ส่วนนั้นทำหน้าที่ได้ตามปกติ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  5. การบิด เพื่อหมุนข้อต่อกล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นให้ยืดออกทางด้านขวาง เพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีขึ้น
  6. การดัด เพื่อให้ข้อต่อที่ติดขัดเคลื่อนไหวได้ตามปกติ การดัดต้องออกแรงมาก
  7. การตบ ตี ทุบ สับ เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นจังหวะ มักใช้วิธีนี้บรรเทาอาการปวดหลังปวดคอ หรือช่วยขับเสมหะเวลาไอ

ข้อห้าม ข้อควรระวังในการนวดไทยประยุกต์

1. ห้ามนวดผู้ที่มีไข้สูง
2. ห้ามนวดผู้ป่วยโรคมะเร็ง
3. ห้ามนวดผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเกิน 160/100 มิลลิเมตรปรอท และมีอาการหน้ามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
4. ห้ามนวดบริเวณที่มีแผลเปิด แผลเรื้อรัง หรือเป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อได้
5. ห้ามนวดบริเวณที่มีการบาดเจ็บภายใน 48 ชั่วโมง
6. ห้ามนวดบริเวณที่ผ่าตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
7. ห้ามนวดบริเวณที่มีหลอดเลือดอักเสบ
8. ห้ามนวดโรคติดเชื้อเฉียบพลัน
9. ห้ามนวดผู้ที่มีโรคหรืออาการเกี่ยวกับกระดูก เช่น กระดูกเปราะบาง กระดูกพรุนรุนแรง เนื้องอก ที่กระดูกหรือไขสันหลัง บริเวณที่มีกระดูกแตก หัก ร้าวที่ยังไม่ติดดี
10. สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็ก
11. โรคหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงโป่ง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดแข็ง
12. ห้ามนวดผู้ที่ป่วยเป็นโรค เบาหวาน กระดูกพรุน
13. ห้ามนวดผู้ที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ มีประวัติเลือดออกผิดปกติ กินยาละลายลิ่มเลือด
14. ห้ามนวดผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อหลวม ข้อเคลื่อน ข้อหลุด
16. ห้ามนวดบริเวณที่มีการผ่าตัด ใส่เหล็ก หรือ ข้อเทียม บริเวณที่แผลยังไม่หายสนิท หรือติดเชื้อ

เทคนิคการนวดไทยประยุกต์ นวดบนเตียง

ติดตามเรา

แบ่งปันไปยังคนที่คุณรัก