ความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ

ความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ

การนวดเป็นศาสตร์การแพทย์ที่มีมานานหลายพันปี โดยแต่ละชนชาติจะมีเทคนิคและองค์ความรู้ที่แตกต่างการไป ซึ่งความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้คิดค้นแต่มีวัตถุประสงค์และผลลัพธ์คล้ายๆกัน คือเพื่อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ระบบน้ำเหลือง กระตุ้นกล้ามเนื้อให้รักษาตัวเองได้เร็วขึ้น ลดความปวดเมื่อล้าของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น รวมถึงผ่อนคลายอารมณ์และให้ผลทางจิตใจ 
การนวดมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ถูกค้นพบตามหลักฐานที่บันทึกไว้ในประเทศจีนเมื่อประมาณ 4,500 ปีมาแล้ว (Cassar M.P., 2000) ต่อมาประมาณ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวญี่ปุ่นเรียนรู้วิธีการนวดแบบจีน ส่วนในอินเดียพบว่ามีการดูแลสุขภาพด้วยการนวดตั้งแต่ก่อนสมัยพระพุทธองค์ การนวดเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งทางการแพทย์ เพื่อการดูแลสุขภาพเมื่อมีอาการเหน็ดเหนื่อย เมื่ยล้า เจ็บปวดตามร่างกาย และพัฒนามาเป็นการนวดเพื่อบำบัดโรค (Therapeutic Massage) จนถึงปัจจุบัน

ซึ่งการนวดมีประโยชน์ทั้งต่อทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจของผู้ถูกนวด โดยใน ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) เกรแฮม (Graham) ได้ให้คำจำกัดความ การนวด หมายถึง กระบวนการสัมผัสบนเนื้อเยื่อด้านนอกของร่างกาย ด้วยวิธีปฏิบัติหลายรูปแบบ เช่น การบีบ ตี ลูบ ถู กด เฟ้นและการทุบผิวหนังกล้าเนื้อและข้อ (Braverman D. L. and Schulman R. A., 1999)

 

การนวดที่ใช้อยู่ปัจจุบันมี  3 แบบด้วยกัน

ความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ

1. การนวดโดยไม่ใช้  Medium Massage คือไม่มีการใช้ครีม น้ำมัน หรือตัวพาใด ใช้เพียงอวัยวะต่างๆของร่างกายในการนวด เช่น มือ ท่อนแขน ศอก เข่า และเท้าเป็นต้น 

2. การนวดโดยใช้ Medium Massage เช่นการใช้น้ำมัน ครีม โลชัน น้ำผึ้ง แป้ง เป็นตัวพาในการนวดเป็นต้น

ความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ
ความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ

3. การนวดโดยใช้อุปกรณ์อื่นในการนวด เช่น การใช้หินร้อน หินเย็น ไม่ไผ่ ลูกประคบ ไม้กดจุด กะลา เป็นต้น

การนวดแบบต่างๆมีดังนี้

1. การนวดอโรม่าเธอราปี

เป็นการนวดอโรม่าเป็นการนวดเพื่อการผ่อนคลายและบำบัด โดยการใช้น้ำมันหอมระเหยร่วมกับน้ำมันตัวพาซึ่งน้ำมันทั้งสองตัวนี้สกัดได้มาจากพืช โดยน้ำมันหอมระเหยจะสกัดมาจากส่วนต่างๆ ของพืชเช่น ดอก ผล ใบ ต้า เมล็ด ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและมีผลต่อระบบประสาท เช่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย และบรรเทาอาการเมื่อล้า ลดความเครียด

การนวดอโรม่ามีการพัฒนาเทคนิคขึ้นมาใหม่ เป็นการผสมผสานเทคนิคระหว่างการนวดสไตล์ สวีดิช นวดระบายน้ำเหลืองและการกดจุดเข้าด้วยกัน
เทคนิคในการนวดนั้นเน้นการลูบยาว กลางคลึง โดยใช้น้ำหนักเบาถึงปานกลางสลับกับการกดจุดด้วยปลายนิ้ว เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย การนวดอโรม่านั้นถือเป็นการนวดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

2. การนวดแบบสวีดิช

การนวดสวีดิชเป็นการนวดอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งในการนวดสวีดิชนั้นเน้นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายอารมณ์ และลดการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ  โดยเทคนิคที่ใช้ในการนวดสวีดิชก็คือ การลูบยาว บีบ คลึง ตบ และการเคาะ
น้ำหนักที่ใช้ในการนวด ก็คือน้ำหนักปานกลาง การนวดสวีดิชนั้นมุ่งเน้นที่การผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบนและลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ทั้งนี้การนวดสวีดิชยังสามารถนวดให้กับคนที่มีอาการเจ็บป่วยได้เช่เช่นคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ อาการปวดบริเวณช่องท้องเป็นต้นทั้งนี้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา การนวดสวีดิชสามารถใช้น้ำมันหอมระเหยร่วมด้วยได้

ความแตกต่างของการนวดแบบต่างๆ

3. การนวดแก้อาการ

จะเป็นการนวดที่เน้นการแก้ไขอาการเจ็บปวดเมื่อยเฉพาะจุด โดยเป็นการนวด เพื่อรักษากล้ามเนื้อที่มีอาการเจ็บปวด เคล็ด ขัดยอก เมื่อยล้า หรือนวดสำหรับคนที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม
การนวดแก้อาการนั้น สามารถช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อสามารถรักษาตัวเองได้เร็วขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนของเลือด เพื่อที่เลือดจะสามารถนำสารอาหารต่างๆและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในกล้ามเนื้อได้
โดยน้ำหนักที่ใช้ในการนวดแก้อาการนั้นใช้น้ำหนักปานกลางถึงแรง เป็นการนวดเน้นกล้ามเนื้อชั้นลึกเป็นหลัก รวมทั้งยืดเส้นเอ็น
เทคนิคในการนวดก็คือ การกดจุด ยืด บีบ และดัด

4. การนวดด้วยหินร้อน

การนวดตัวด้วยหินร้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีการบำบัดที่เก่าแก่ หินที่นำมาใช้ก็จะมีหลายชนิด แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติ นอกจากนี้ยังมีหินสีต่างๆ ที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย การนวดหินร้อนก็คือการใช้หินในการนวด ซึ่งหินที่ใช้จะมีความร้อนประมาณ 45 ถึง 50 องศา ซึ่งหินที่ใช้ก็คือหินบะซอลต์ หรือ หินบะซอลต์นั้น เป็นหินลาวาเป็นหินที่มีการสะสมแร่ธาตุสูง และสามารถเก็บความร้อนได้ดี โดยเฉลี่ยสามารถเก็บความร้อนได้ประมาณ 15 ถึง 20 นาที การนวดด้วยหินร้อนนั้นเราจะใช้หินนวดตามแนวกล้ามเนื้อและก็ใช้หินกดจุดหินที่ใช้นั้นสามารถช่วยส่งผ่านความร้อนไปยังกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการนวดหินร้อนก็คือการช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

การนวดหินร้อน
นวดประคบสมุนไพร

5.การนวดประคบ

การนวดประคบเป็นการนวดเพื่อการรักษา โดยเน้นเทคนิคการนวดที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ รักษาอาการเจ็บปวดเคล็ด ขัดยอก และในระหว่างการนวดนั้นจะมีการใช้ลูกประคบ ซึ่งเป็นประคบร้อน ในรูปคบจะบรรจุสมุนไพรต่างๆหลายชนิด เช่น ไพล ตะไคร้ ผิวมะกรูด ใบมะขาม เกลือ พิมเสน การบูรและสมุนไพรอื่นๆ โดยสมุนไพรที่บรรจุอยู่ในลูกประคบนั้น จะมีฤทธิ์ในการรักษาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ซึ่งการนวดประคบนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองไทย

6. การนวดระบายน้ำเหลือง

เป็นการนวดเพื่อกระตุ้นน้ำเหลือง หรือนวดระบายน้ำเหลือง การนวดกระตุ้นน้ำเหลืองนั้นเป็นการนวดที่ใช้เทคนิคในการลูบ การปั้มบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย ที่มีต่อมน้ำเหลืองอยู่ โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ ราวนม ต้นขาซึ่งมีการนวดกระตุ้นน้ำเหลืองนั้น เป็นการนวดเพื่อช่วยในการขับสารพิษ และเป็นการกระตุ้นให้ระบบน้ำเหลืองสามารถทำงานได้ดีขึ้น การนวดกระตุ้นน้ำเหลืองนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย หรือได้รับยาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการบวมตามร่างกาย หรือเป็นการนวดสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบระบายน้ำเหลือง

7 . การนวดกดจุดสะท้อนเท้า

การนวดฝ่าเท้านั้นเป็นการนวดที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย จีน และมาเลเซีย การนวดแต่เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดเท้า ต่อด้วยการนวดคลึงกล้ามเนื้อบริเวณเท้า ทั้งฝ่าเท้าและหลังเท้า จากนั้นจะใช้ไม้ในการกดจุด ซึ่งในการกดจุดนั้น จะกดไปยังจุดต่างๆบริเวณฝ่าเท้า ซึ่งในแต่ละจุดนั้น ก็สามารถสะท้อนถึงอวัยวะภายในต่างๆของร่างกาย เช่นทางกดจุดบริเวณหัวไม้เท้า ก็จะส่งผลไปถึงบริเวณศีรษะ หรือสะท้อนอาการต่างๆที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะ

8. การนวดแผนไทย

การนวดไทยได้รับอิทธิพลมาจากการนวดแบบอินเดียซึ่งมีการเผยแพร่มายังเมืองไทย ซึ่งเป็นการนวดให้ตัวเองและนวดกันเองภายในครอบครัว โดยนวดไทยนั้นจะใช้ส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น มือ เท้า แขน ศอก เข่า และเท้าในการนวด ซึ่งเทคนิคในการนวดก็คือ การบีบ การกดจุด การยืด ดึง และดัดตัว ซึ่งนวดไทยรู้จักในนามของนวดแบบโยคะ ซึ่งการนวดไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การนวดเชลยศักดิ์และการนวดแบบราชสำนัก ความแตกต่างของการนวดทั้งสองแบบนี้อยู่ที่เทคนิคการนวด โดยการนวดราชสำนักดิ์จะใช้เพียงมือในการนวดเท่านั้น

ความแตกต่างของการนวดแบบต่างๆ

9. ดีพทิชชู่ เป็นการนวดกล้ามเนื้อส่วนลึก

การนวดดีพทิชชู่ เป็นการนวดสำหรับนักกีฬา ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือผู้ที่เพาะกล้าม ใช้นวดก่อน ระหว่าง และหลังเล่นกีฬา โดยเน้นการนวดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ
ซึ่งการนวดนี้กระตุ้นให้กล้ามเนื้อสามารถรักษาตัวเองได้ไวขึ้นเทคนิคในการนวดคลึง เน้นการยืด การดัดและการกระตุ้นกล้ามเนื้อซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าและความเครียดในกล้ามเนื้อ

10. การนวดหญิงตั้งครรภ์

เป็นการนวดสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยการนวดนั้นสามารถเริ่มนวดได้ตั้งแต่มีครรภ์ 3 เดือนจนถึงคลอด ซึ่งการนวดคนท้องนั้น จะใช้เทคนิคการนวดกระตุ้นน้ำเหลืองและ swedish เข้าด้วยกัน ซึ่งเทคนิคในการนวดจะเน้นการลูบยาว การกดจุดโดยใช้ฝ่ามือ สันมือ หรือนิ้วมือเท่านั้นจะไม่มีการใช้ศอก
และในการนวดจะใช้การปั๊ม ลูบ คลึง โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมน้ำเหลืองอยู่ เพื่อช่วยลดอาการบวมน้ำหรือบวมน้ำเหลือง และผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบน

แม้จะมีความแตกต่างของการนวดแต่ละแบบ แต่การนวดทุกแบบนั้นมุ่งเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น เนื่องจากท่อน้ำเหลืองของคนเรานั้นจะไม่มีการปั๊มกลับเหมือนกับการทำงานของหัวใจ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการระบายน้ำเหลือง หรือน้ำเหลืองไหลเวียนไม่สะดวก นอกจากนี้การนวดยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้นเพื่อที่เลือดจะสามารถนำออกซิเจนและสารอาหารสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างและกล้ามเนื้อต่างๆได้
จะนวดแบบไหน ก็เลือกให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ก่อนทำการนวดควรมีการสอบถามตรวจร่างกายและความต้องการของลูกค้าก่อนเสมอ

ติดตามเรา

แบ่งปันไปยังคนที่คุณรัก

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *